Which country does the most good for the world? | Simon Anholt

Which country does the most good for the world? | Simon Anholt

SUBTITLE'S INFO:

Language: Thai

Type: Robot

Number of phrases: 464

Number of words: 734

Number of symbols: 14648

DOWNLOAD SUBTITLES:

DOWNLOAD AUDIO AND VIDEO:

SUBTITLES:

Subtitles generated by robot
00:00
Translator: Kelwalin Dhanasarnsombut Reviewer: Nattiya Chanpichaigosol ผมคิดถึงเกี่ยวกับโลกของเราในช่วงนี้ค่อนข้างมาก และการที่มันเปลี่ยนไปในช่วง 20, 30, 40 ปีที่ผ่านมา ยี่สิบ หรือ สามสิบปีก่อน ถ้าไก่ติดหวัดและจามและตาย ในหมู่บ้านห่างไกลแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออก มันคงเป็นเรื่องโศกนาฎกรรมสำหรับไก่ และญาติใกล้ชิดของมัน แต่ผมคิดว่ามันมีความเป็นไปได้มาก สำหรับเราที่จะกลัวการระบาดไปทั่วโลก และการตายกันเป็นล้านๆ ยี่สิบ หรือ สามสิบปีก่อน ถ้าธนาคารในอเมริกาเหนือ ให้คนบางคนยืมเงินมากเกินไป คนที่ไม่อาจหาเงินมาคืนได้ และแบงค์นั้นก็ถังแตก นั่นมันแย่สำหรับผู้นำ และแย่สำหรับคนให้ยืมเงิน แต่พวกเราไม่ได้จินตนาการว่ามันจะทำให้ ระบบเศรษฐกิจโลกหยุดชะงัก เป็นเวลาเกือบศตวรรษ นี่คือโลกาภิวัฒน์ นี่คือความอัศจรรย์ที่ทำให้เราสามารถ ถ่ายทอดกายและใจของเรา และคำ และภาพ และความคิดของเรา และการสอนของเรา และการเรียนของเราทั่วโลก
01:07
เร็วขึ้นและถูกลง มันนำสิ่งแย่ๆ หลายอย่างมา อย่างเช่นสิ่งที่ผมได้เพิ่งอธิบายไป แต่มันก็ยังนำสิ่งดีๆ มามากมาย พวกเราหลายคนไม่ได้ตระหนัก ถึงความสำเร็จที่ไม่ธรรมดาของ เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ ซึ่งสองสามจุดประสงค์บรรลุเป้าหมายของพวกมัน นานก่อนจะถึงกำหนด นั่นพิสูจน์ว่ามนุษยชาติสายพันธุ์นี้ มีความสามารถในการไขว่คว้าให้ได้มาซึ่ง ความก้าวหน้าที่ไม่ธรรมดา ถ้ากระทำร่วมกัน และถ้าพยายามอย่างหนัก แต่ถ้าทุกวันนี้ผมต้องสรุปสั้นๆ ผมรู้สึกแบบว่า โลกาภิวัฒน์ ได้ทำให้เราประหลาดใจ และพวกเราก็ตอบสนองมันอย่างเชื่องช้า ถ้าดูด้านลบของโลกาภิวัฒน์ บางที อาจดูเหมือนว่ามีมากมาย ทุกความท้าทายอันยิ่งใหญ่ที่เราเผชิญในวันนี้ เช่นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิทธิมนุษยชน และสถิติประชากร และการก่อการร้าย และการแพร่ระบาดของโรค และการขนส่งยาเสพติด และการค้าทาสมนุษย์ และการสูญพันธุ์ ซึ่งมีอีกมากมายครับ พวกเราไม่ได้ทำอะไรก้าวหน้ามาก
02:08
ต้านความท้าทายมากมายเหล่านี้ ดังนั้นโดยสรุปแล้ว นั่นเป็นความท้าทาย ที่เราเผชิญทุกวัน ณ จุดที่น่าสนใจในประวัติศาสตร์ ชัดเจนว่านั่นเป็นสิ่งที่เราต้องทำต่อไป ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราต้องร่วมมือกัน และต้องหาทางว่าจะแก้ปัญหาระดับโลก ให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องกลายเป็นสายพันธุ์ ที่ตกเป็นผู้เหยื่อของปัญหาระดับโลกเหล่านี้ ทำไมเราถึงเอื้อมถึงความก้าวหน้าเหล่านี้ได้ช้านัก อะไรคือเหตุผล แน่ละ มันมีเหตุผลหลายประการ แต่บางที เหตุผลหลัก ก็เพราะว่าเรายังถูกจัดว่าเป็นสายพันธุ์ ในแบบเดียวกับที่เราถูกจัด เมื่อ 200 หรือ 300 ปีก่อน มีพลังอันมหาศาลหนึ่งที่เหลืออยู่บนโลก และมันก็คือคนเจ็ดพันล้านคน พวกเราเจ็ดพันล้านคน ที่ก่อปัญหาทั้งหมดนี้ เจ็ดพันล้านคนเดียวกันนี่แหละ ที่จะเป็นคนแก้ปัญหาทั้งหมด แต่เจ็ดพันล้านคนนี้จะถูกจัดอย่างไร พวกเขายังคงถูกจัดแบ่งเป็น 200 กว่ารัฐประเทศ และประเทศก็มีรัฐบาล
03:08
ที่สร้างกฎ และทำให้เรามีพฤติกรรมในแบบหนึ่ง และนั่นก็เป็นระบบที่ค่อนข้างจะมีประสิทธิภาพ แต่ปัญหาก็คือ วิธีการที่กฎหมายเหล่านั้นถูกตราขึ้น และวิธีที่รัฐบาลคิด มันผิดไปหมดสำหรับการแก้ปัญหาระดับโลก เพราะมันมองเข้าไปข้างใน นักการเมืองที่เราเลือก และนักการเมืองที่เราไม่ได้เลือก โดยรวมแล้ว มีความคิดในวงแคบ พวกเขาไม่ได้มีความคิดที่กว้างไกล พวกเขามองเข้ามา พวกเขาแสร้ง พวกเขาปฎิบัติ เฉกเช่นว่า พวกเขาเชื่อว่าทุกประเทศเป็นเกาะ ที่ตั้งอยู่อย่างมีความสุข อย่างมีอิสระ จากประเทศอื่นๆ อยู่ในโลกเล็กๆ ของตัวเอง ในระบบสุริยะจักรวาลเล็กๆ ของตัวเอง นี่แหละปัญหา ประเทศทั้งหลายแข่งขันกัน ประเทศทั้งหลายต่อสู้กัน สัปดาห์นี้ สัปดาห์ไหนก็ตาม ถ้าคุณใส่ใจ คุณจะพบว่าคนพยายามจะฆ่ากันและกัน ในประเทศนี้ประเทศนั้น แต่ถึงแม้ว่าเมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันก็ยังมีการแข่งขันระหว่างประเทศ แต่ละประเทศพยายามที่จะผลักอีกฝ่าย มันชัดเจนว่านี่ไม่ใช่การจัดการที่ดี เราจะต้องเปลี่ยนแปลงมัน
04:10
เราจะต้องหาทาง ในการกระตุ้นให้ประเทศต่างๆ เริ่มทำงานด้วยกัน ให้ดีขึ้นกว่าเดิมสักหน่อย และทำไมพวกเขาจะต้องทำล่ะ ทำไมผู้นำทั้งหลายยังคงยืนกราน ที่จะมองเข้าไปข้างใน ครับ เหตุผลแรกและเหตุผลที่ชัดเจนที่สุด คือ เพราะว่าเราขอให้พวกเขาทำอย่างนั้น นั่นเพราะว่าเราบอกให้พวกเขาทำ เมื่อเราเลือกรัฐบาล หรือเมื่อเราทดต่อรัฐบาลที่เราไม่ได้เลือก เราได้บอกพวกเขาจังๆ เลยว่าที่เราต้องการ ก็คือให้พวกเขานำอะไรบางอย่าง มาสู่ประเทศของเรา เราต้องการพวกเขาให้นำความสุขความเจริญ การพัฒนา การแข่งขัน ความโปร่งใส และความยุติธรรม และสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ดังนั้นเว้นแต่ว่าเราเริ่มที่จะถามรัฐบาลของเรา ให้คิดนอกกรอบเสียหน่อย ให้ครุ่นคิดถึงปัญหาระดับโลกที่จะบั่นคอเราทุกคน ถ้าเราไม่เริ่มที่จะคิดพิจารณาถึงมันแล้ว เราคงจะแทบโทษอะไรพวกเขาไม่ได้ ถ้าหากสิ่งที่พวกเขายังคงทำอยู่เป็นการมองเข้าข้างใน ถ้าพวกเขายังมีความคิดในกรอบเล็กๆ แทนที่จะมีความคิดที่กว้างไกล นั่นเป็นเหตุผลแรกว่าทำไม สิ่งต่างๆ ถึงไม่เปลี่ยนแปลง เหตุผลที่สองคือรัฐบาลเหล่านี้
05:12
ก็เหมือนๆ กับพวกเราทุกคน คือเป็นพวกโรคจิตทางวัฒนธรรม ผมไม่ได้จะหยาบคายนะครับ แต่คุณรู้ใช่ไหมว่าโรคจิตหมายความว่าอย่างไร โรคจิตคือบุคคล ผู้ซึ่งโชคร้ายสำหรับเขา ที่เสียความสามารถที่จะเห็นอกเห็นใจ เพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ ได้ เมื่อพวกเขามองไปรอบๆ พวกเขาไม่ได้เห็นเพื่อนมนุษย์ ด้วยความลึกซึ้ง สมบูรณ์ ชีวิตส่วนตัวรอบด้าน เป้าหมาย และความทะเยอทะยาน ที่พวกเขาเห็นคือแผ่นป้ายกระดาษแข็ง และมันน่าเศร้าเหลือเกิน และสุดจะเปล่าเปลี่ยว และมันก็ยากเหลือเกิน โชคดีแล้วล่ะ แต่ที่จริงแล้ว ไม่ใช่ว่าพวกเราส่วนมาก ไม่เก่งเรื่องเห็นอกเห็นใจคนอื่นหรอกหรือ โอ้ แน่ล่ะ พวกเราเก่งเรื่องเห็นอกเห็นใจมากเลย เมื่อมันเป็นคำถามที่เกี่ยวกับคน ผู้ซึ่งดูคล้ายๆ เรา และเดินเหิน พูดคุย กิน สวด และนุ่งห่ม อะไรคล้ายๆ เรา แต่เมื่อมันเกี่ยวกับคนที่ไม่ได้ทำแบบนั้น ผู้ซึ่งไม่ได้แต่งตัวแบบเรา และไม่ได้สวดเหมือนเรา และไม่ได้พูดเหมือนกับเรา เราไม่ได้มีท่วงทีที่จะมองเห็นพวกเขา ว่าเป็นดั่งแผ่นป้ายกระดาษแข็งบ้างเลยหรือ และนี่คือคำถามที่เราต้องการถามตัวเราเอง ผมคิดอย่างจริงจังว่าเราต้องติดตามมัน
06:13
พวกเราและนักการเมืองของเรา เป็นโรคจิตทางวัฒนธรรมกันบ้างหรือเปล่า เหตุผลที่สามนั้นแทบจะไม่ควรค่าที่จะเอ่ยถึง เพราะว่ามันงี่เง่ามาก แต่มันมีความเชื่อในรัฐบาลต่างๆ ว่าวาระภายในประเทศ และวาระนานาชาติ ไม่ลงรอยกัน และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป นี่มันไร้สาระสิ้นดี ในงานประจำของผม ผมเป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านนโยบาย ผมได้ใช้เวลาประมาณ 15 ปีที่ผ่านมา ให้คำปรึกษากับรัฐบาลทั่วโลก และตลอดเวลานั้น ไม่มีเลยสักครั้งเดียวที่ผมเห็น นโยบายภายในประเทศสักข้อหนึ่ง ที่ดูสร้างสรรค์แสนบรรเจิด มีศักยภาพ และรวดเร็ว ไปมากกว่า การปฏิบัติต่อมันเฉกเช่นปัญหานานาชาติ มองดูที่บริบทนานาชาติ เปรียบเทียบมันกับสิ่งที่คนอื่นได้ทำ นำคนอื่นๆ เข้ามา ทำงานภายนอก แทนที่จะทำงานภายใน และคุณอาจบอกว่า เอาล่ะ ทำแบบนั้นทุกอย่าง แล้วทำไมมันถึงไม่สำเร็จล่ะ ทำไมเราไม่ทำให้นักการเมืองเราเปลี่ยนซะล่ะ ทำไมเราจะสั่งพวกเขาไม่ได้ ครับ ผมก็เหมือนกับหลายๆ คน ใช้เวลาไปมากกับการบ่น เกี่ยวกับว่ามันยากแค่ไหนที่จะทำให้คนเปลี่ยนแปลง
07:15
และผมไม่คิดว่าเราควรที่จะหงุดหงิดเพราะมัน ผมคิดว่าเราควรที่จะยอมรับ ว่าโดยเนื้อแท้แล้วเราเป็นสายพันธุ์อนุรักษ์ เราไม่ชอบที่จะเปลี่ยนแปลง มันมีอยู่ด้วยเหตุผลทางวิวัฒนาการ ที่ฟังดูเป็นเหตุเป็นผลมาก เราคงไม่ได้อยู่ตรงนี้ในวันนี้ ถ้าเราไม่ได้ต่อต้านกับการเปลี่ยนแปลง มันง่ายมาก หลายพันปีก่อน เราค้นพบว่าเราสามารถ ทำในสิ่งที่ซ้ำๆ กัน เราจะไม่ตาย เพราะสิ่งที่เราได้เคยทำมาก่อน ตามนิยาม มันไม่ได้ฆ่าเรา และดังนั้น ตราบใดที่เรายังคงทำอย่างนั้น เราจะไม่เป็นไร และมันก็เป็นเหตุเป็นผมที่จะไม่ทำอะไรใหม่ๆ เพราะมันอาจฆ่าคุณได้ แต่แน่ล่ะ มันมีข้อยกเว้น มิฉะนั้นแล้ว เราคงไปกันไม่ถึงไหน และหนึ่งในข้อยกเว้น ซึ่งเป็นข้อยกเว้นที่น่าสนใจ คือเมื่อคุณสามารถแสดงให้คนเห็นว่า มันอาจมีความสนใจส่วนตัว ในพวกเขาที่ทำให้เกิดการกระโจนสู่ศรัทธา และเปลี่ยนแปลงอะไรสักนิด ดังนั้น ผมได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ ใน 10 หรือ 15 ปีที่ผ่านมา พยายามค้นหาว่าอะไรสามารถ ที่จะเป็นแรงจูงใจ ที่อาจกระตุ้นไม่ใช่แค่กับนักการเมือง แต่ยังเป็นพวกนักธุรกิจ และคนทั่วไป พวกเราทุกคน เพื่อที่จะเริ่มคิดให้กว้างออกไปสักนิด
08:16
ที่จะคิดในภาพรวม ไม่ใช่มองเข้ามาตลอดเวลา เพื่อที่บางเวลาเราจะมองออกไป และนี่คือที่ผมได้ค้นพบ อะไรบางอย่างที่สำคัญ ในปี 2005 ผมเปิดตัวการเรียนการสอน เรียกว่า ค่าตราสินค้าประเทศ มันคืออะไร มันเป็นการศึกษาระดับใหญ่ ที่สำรวจตัวอย่างขนาดใหญ่มากๆ ในกลุ่มประชากรโลก ตัวอย่างที่เป็นตัวแทนประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรโลก และผมเริ่มถามพวกเขาด้วยชุดคำถาม เกี่ยวกับว่าพวกเขาเข้าใจประเทศอื่นๆ อย่างไร และเมื่อเวลาผ่านไปค่าตราสินค้าประเทศ ได้เติบโตเป็นฐานข้อมูลที่ใหญ่มากๆ มันมีข้อมูลประมาณ 2 แสนล้านจุด ติดตามสิ่งที่คนทั่วไปคิดเกี่ยวกับประเทศอื่นๆ และทำไม ทำไมผมถึงทำแบบนี้ ก็เพราะว่า รัฐบาลที่ผมให้คำปรึกษา ต้องการที่จะรู้อย่างมาก ว่าพวกเขาถูกมองว่าเป็นอย่างไร พวกเขาได้รู้ บางส่วนก็เพราะว่า ผมได้กระตุ้นให้พวกเขาตระหนักถึงมัน ว่าประเทศทั้งหลายนั้นพึ่งพา ความน่าเชื่อถือของพวกเขาเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะอยู่รอดและเจริญรุ่งโรจน์ในโลก ถ้าประเทศมีภาพลักษณ์ที่ดีและเป็นไปในแง่บวก
09:17
อย่างเยอรมันนี หรือสวีเดน หรือสวิตเซอร์แลนด์ ทุกอย่างก็ง่าย และทุกอย่างก็ถูก คุณได้นักท่องเที่ยวมากกว่า คุณได้นักลงทุนมากกว่า คุณขายสินค้าของคุณได้แพงกว่า ถ้า ในทางกลับกัน คุณมีประเทศ ที่มีภาพลักษณ์ที่อ่อนมาก หรือภาพลักษณ์ในทางลบ ทุกอย่างก็ยากและทุกอย่างก็แพง ดังนั้นรัฐบาลจึงสนใจอย่างมาก เกี่ยวกับภาพลักษณ์ของประเทศของพวกเขา เพราะมันส่งผลโดยตรง กับการเงินของพวกเขา และนั่นเป็นสิ่งที่พวกเขาสัญญาคนของพวกเขา ว่าจะทำให้สำเร็จลุล่วง ดังนั้นสองสามปีก่อน ผมคิดว่าผมควรจะ หยุดพักผ่อนและพูดกับฐานข้อมูลยักษ์นั่น และถามมัน ทำไมบางคนชอบประเทศหนึ่ง มากกว่าอีกประเทศ และคำตอบที่ได้จากฐานข้อมูล ทำให้ผมถึงกับหงาย มันคือ 6.8 ผมไม่มีเวลาที่จะอธิบายในรายละเอียด ง่ายๆ คือมันบอกผมว่า (เสียงหัวเราะ) (เสียงปรบมือ) ประเทศที่เราชอบเป็นประเทศที่ดี เราไม่ได้ให้ความนับหน้าถือตาประเทศ ด้วยเหตุที่ว่าพวกเขาร่ำรวย เพราะว่าพวกเขาทรงอำนาจ เพราะพวกเขาประสบความสำเร็จ
10:17
เพราะพวกเขาทันสมัย เพราะพวกเขาล้ำหน้าทางเทคโนโลยี พวกเรานับหน้าถือตาประเทศที่ดี ดีหมายถึงอะไร เราหมายถึงประเทศที่ให้อะไรบางอย่าง กับโลกที่เราอาศัยอยู่ ประเทศที่จริงๆ แล้ว ทำให้โลกปลอดภัยมากขึ้น ดีขึ้นรวยขึ้น หรือยุติธรรมมากขึ้น เหล่านั้นคือประเทศที่พวกเราชอบ การค้นพบสิ่งสำคัญที่มีนัยสำคัญ คุณเห็นว่าผมกำลังจะพูดอะไรต่อ เพราะว่ามันตีกรอบวงกลมนั้น ตอนนี้ผมบอกได้แล้ว และมักจะทำอย่างนั้น ไม่ว่ากับรัฐบาลไหน เพื่อที่จะทำให้ดี คุณต้องทำดี ถ้าคุณอยากจะขายสินค้าอีก ถ้าคุณอยากจะได้การลงทุนเพิ่มอีก ถ้าคุณต้องการแข่งขันมากขึ้น คุณจะต้องเริ่มทำ เพราะนั่นเป็นเหตุว่าทำไมคนถึงนับถือคุณ และทำธุรกิจกับคุณ และฉะนั้น ยิ่งคุณให้ความร่วมมือมากเท่าไร คุณยิ่งแข่งขันได้มากขึ้นเท่านั้น นี่ค่อนข้างที่จะเป็นการค้นพบที่สำคัญ และทันทีที่ผมได้ค้นพบสิ่งนี้ ผมรู้สึกถึงตัวชี้วัดอีกตัว ผมสาบานได้เลยว่าเมื่อผมแก่ตัว ความคิดของผมจะกลายเป็นอะไรที่ธรรมดา และยิ่งดูเด็กไม่เดียงสามากขึ้นไปเรื่อยๆ นี่เรียกว่า ตัวชี้วัดประเทศที่ดี และมันก็ทำอย่างที่ชื่อมันบอกเลยครับ
11:21
มันวัด หรืออย่างน้อยมันพยายายามที่จะวัด ว่าแต่ละประเทศบนโลกให้ความร่วมมือมากแค่ไหน ไม่ใช่กับประชากรของตัวเอง แต่กับมนุษยชาติทั้งมวล น่าแปลก ไม่มีใครเคยคิด ถึงการวัดค่าแบบนี้มาก่อนเลย ดังนั้น เพื่อนร่วมงานของผม ดร. โรเบิร์ต โกเวอร์ และผมได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ ในสองปีที่ผ่านมา พร้อมกับความช่วยเหลือจาก คนที่จริงจังและชาญฉลาดจำนวนมาก กวดเอาข้อมูลที่น่าเชื่อถือทั้งหมดในโลกนี้เข้ามา เราสามารถหาได้ว่าประเทศต่างๆ ให้อะไร กับโลก และคุณก็กำลังรอผม ให้บอกคุณว่าประเทศไหนมาเป็นอันดับแรก และผมก็กำลังจะบอกคุณครับ แต่อย่างแรกเลย ผมอยากจะบอกคุณ อย่างที่ผมต้องการจะพูดจริงๆ เมื่อผมพูดว่า ประเทศที่ดี ผมไม่ได้หมายถึงดีทางจริยธรรม เมื่อผมพูดว่า ประเทศหนึ่ง เป็นประเทศที่ดีที่สุดบนโลก มันแปลว่าดีที่สุด แต่ไม่ได้หมายถึงเลิศที่สุด เลิศที่สุดเป็นอะไรที่แตกต่างกัน เมื่อคุณกำลังพูดเกี่ยวกับประเทศที่ดี คุณอาจหมายถึงดี ดีกว่า ดีที่สุด มันไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกับ ดี เฟื่องกว่า และเลิศ นี่เป็นประเทศที่หลักๆ แล้วให้อะไรกับ มนุษยชาติมากกว่า เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ผมไม่ได้พูดถึงว่า พวกเขาจะมีพฤติกรรมอย่างไรที่บ้าน เพราะมันถูกวัดที่อื่น
12:22
และผู้ชนะก็คือ ไอแลนด์ (เสียงปรบมือ) จากข้อมูลนี้ ไม่มีประเทศไหนในโลก ต่อหัวประชากร ต่อดอลลร์ ของ จีดีพี ให้โลกที่เราอยู่ ได้มากไปกว่าไอแลนด์ มันหมายความว่าอย่างไร มันหมายความว่า เราเข้านอนทุกคืน 15 วินาทีสุดท้ายก่อนที่พวกเราทุกคน จะผลอยหลับไป ความคิดสุดท้ายของเราคงจะเป็น ให้ตายเหอะ ดีใจว่ะ ที่มีประเทศไอแลนด์ (เสียงหัวเราะ) และนั่น -(เสียงปรบมือ)- ในห้วงลึกของสถานการณ์ ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ผมคิดว่ามันมีบทเรียนที่สำคัญอยู่ตรงนั้น ถ้าคุณสามารถจำพันธกรณี ในขณะที่คุณพยายามสร้างเศรษฐกิจของคุณ ขึ้นมาใหม่ นั่นเป็นอะไรบางอย่าง ฟินแลนด์แทบจะอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน เหตุผลเดียวที่ว่าทำไมต่ำกว่าไอแลนด์ ก็เพราะว่าคะแนนต่ำสุดของฟินแลนด์ น้อยกว่าคะแนนต่ำสุดของไอแลนด์ ทีนี้อีกอย่างหนึ่งที่คุณจะสังเกตเห็น เกี่ยวกับสิบอันดับนี้ คือ แน่ละ ประเทศทั้งหมด ยกเว้นนิวซีแลนด์
13:22
เป็นประเทศยุโรปตะวันตก พวกเขารวยกันทั้งนั้น มันทำให้ผมเศร้า เพราะสิ่งหนึ่งที่ผมไม่ต้องการ ที่จะค้นพบด้วยตัวชี้วัดนี้ ก็คือว่ามันเป็นแดนแห่งประเทศที่ร่ำรวย ช่วยประเทศยากจนอย่างสมบูรณ์ นั่นมันไม่ใช่ทั้งหมดครับ และแน่ละ ถ้าคุณลองดูลงมาตามรายการ ผมไม่มีสไลด์ตรงนี้ คุณจะเห็น อะไรบางอย่างที่ทำให้ผมดีใจมากๆ เลย เคนย่าอยู่ในอันดับที่ 30 และนั่นแสดงให้เห็นถึงสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆ มันไม่ได้เกี่ยวกับเงิน มันเกี่ยวกับมุมมอง มันเกี่ยวกับวัฒนธรรม มันเกี่ยวกับรัฐบาลและคนที่ใส่ใจ กับทุกคนในโลก และมีจินตนาการ และความกล้าหาญ ที่จะคิดนอกกรอบ แทนที่จะคิดแต่เรื่องเห็นแก่ตัว ผมกำลังที่จะพูดสไลด์อื่นๆ ผ่านๆ แค่ให้คุณได้เห็นบางประเทศ ที่รั้งอยู่อันดับถัดๆ ไป มีเยอรมันนีที่อันดับ 13 สหรัฐฯ อันดับที่ 21 เม็กซิโกตามมาที่ 66 และจากนั้นก็มีประเทศใหญ่ๆ ที่กำลังพัฒนา เช่น รัสเซีย ที่อันดับ 95 จีนที่ 107 ประเทศอย่างจีน และรัสเซีย และอินเดีย ซึ่งอยู่ในส่วนเดียวกันของตัวชี้วัด
14:22
แต่ในบางแง่ มันก็ไม่ได้น่าประหลาดใจ พวกเขาได้ใช้เวลาไปมาก ในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา พัฒนาเศรษฐกิจของตัวเอง พัฒนาสังคมของพวกเขาเอง และการเมืองของเขาเอง แต่มันยังคงมีให้หวัง ว่าช่วงที่สองของการเติบโตของพวกเขา จะเป็นอะไรที่มองนอกกรอบมากกว่า ช่วงแรกที่เป็นมา และจากนั้นก็คุณสามารถวิเคราะห์แต่ละประเทศ ในบริบทของหน่วยข้อมูลจริงๆ ที่เป็นของมัน ผมจะอนุญาตให้คุณทำครับ ตั้งแต่เที่ยงคืนวันนี้มันจะอยู่ในเว็บ goodcountry.org และคุณสามารถดูแต่ละประเทศได้ คุณสามารถดูได้ลึกถึงระดับแต่ละหน่วยข้อมูล ครับ นั่นคือตัวชี้วัดประเทศที่ดี มันมีไว้ทำอะไร ครับ มันอยู่ตรงนั้นเพราะว่าผมอยากที่จะลอง แนะนำโลกใบนี้ หรือแนะนำโลกนี้อีกครั้งหนึ่งต่อวาทกรรม ผมได้ยินมามากพอแล้ว เกี่ยวกับประเทศที่แข่งขันได้ ผมได้ยินมามากพอแล้วเกี่ยวกับ ความสุขความเจริญ ความร่ำรวย ประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แล้วผมก็ได้ยินมามากพอแล้วเกี่ยวกับ ประเทศที่มีความสุข เพราะที่สุดแล้วนั่นก็ยังเป็นความเห็นแก่ตัว นั่นมันยังเกี่ยวกับเรา และถ้าเรายังคงคิดถึงตัวเองกันอยู่แบบนี้ เราก็กำลังอยู่ในปัญหาที่หนักพอสมควร
15:24
ผมคิดว่าเรารู้ว่ามันคืออะไร ที่เราต้องการจะได้ยิน เราต้องการจะได้ยินเกี่ยวกับประเทศที่ดี และฉะนั้น ผมต้องการที่จะขอความช่วยเหลือ จากคุณทุกคน ผมไม่ได้จะขออะไรมากมาย มันเป็นอะไรบางอย่าง ที่คุณอาจคิดว่าง่ายที่จะทำ และคุณอาจคิดว่ามันน่าอภิรมย์ และมีประโยชน์ที่จะทำ และนั่นคือการเริ่มใช้คำว่า "ดี" ในบริบทนี้ เมื่อคุณคิดถึงประเทศของคุณ เมื่อคุณคิดถึงประเทศของคนอื่น เมื่อคุณคิดถึงบริษัท เมื่อคุณพูดถึงโลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้ เริ่มใช้คำนั้น ในทางที่ผมได้พูดไปในบ่ายวันนี้ ไม่ดี คำตรงข้ามของคำว่าเลว เพราะนั่นคือข้อถกเถียงที่ไม่มีวันจบ ดี คำตรงข้ามของคำว่าเห็นแก่ตัว ดีคือเป็นประเทศที่คิดถึงพวกเราทุกคน นั่นคือสิ่งที่ผมอยากให้ทุกคนทำ และผมอยากให้คุณใช้มันเป็นดั่งไม้เท้า ที่คุณใช้โบยนักการเมืองของคุณ เมื่อคุณเลือกพวกเขา เมื่อคุณเลือกพวกเขาอีก เมื่อคุณลงคะแนนให้พวกเขา เมื่อคุณฟัง ในสิ่งที่พวกเขาเสนอให้กับคุณ ใช้คำนั้น "ดี" และถามตัวคุณเอง "นั่นเป็นสิ่งที่ประเทศที่ดีพึงทำหรือ"
16:25
และถ้าคำตอบคือ ไม่ จงระแวงไว้มากๆ ถามตัวคุณเอง นั่นเป็นพฤติกรรม ของประเทศฉันหรือ ฉันต้องการที่จะมาจากประเทศ ที่ซึ่งรัฐบาล ที่ฉันเลือกมาเป็นผู้นำประเทศ มาทำอะไรแบบนี้หรือ หรือว่า แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ฉันจะชอบมากกว่า ถ้าเดินไปรอบโลก อย่างอกผายไหล่ผึ่ง คิดว่า "เฮ่ ฉันภูมิใจที่มาจากประเทศที่ดี" และทุกๆ คนจะต้อนรับคุณ และใน 15 วินาทีสุดท้าย ก่อนที่ทุกๆ คน จะเข้าสู่ห้วงนิทราในยามค่ำคืน จะพูดว่า "โอ้ย ดีใจเหลือเกิน ที่ประเทศของคนๆ นั้นมีอยู่จริง" ที่สุดแล้ว ผมคิดว่า นั่นคือสิ่งที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คำนั่น "ดี" และตัวเลข 6.8 และการค้นพบที่อยู่เบื้องหลังมัน ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตผม ผมคิดว่าพวกเขาสามารถเปลี่ยนชีวิตคุณ และผมคิดว่าเราสามารถที่จะใช้มัน ในการเปลี่ยนแปลง วิถีที่นักการเมืองของเรา และบริษัทของเราประพฤติ และในการทำเช่นนั้น เราสามารถเปลี่ยนโลกเราได้ ผมก็เริ่มที่จะคิดต่างออกไปเกี่ยวกับ ประเทศของผม ตั้งแต่ผมคิดเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ ผมเคยคิดว่าผมต้องการอยู่ในประเทศที่ร่ำรวย และจากนั้นผมได้เริ่มคิดว่า ผมอยากที่จะอยู่ในประเทศทีมีความสุข แต่ผมเริ่มที่จะตระหนักว่า มันไม่เพียงพอ
17:27
ผมไม่ต้องการอยู่ในประเทศที่ร่ำรวย ผมไม่ต้องการอยู่ในประเทศ ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว หรือเข้าแข่งขันกับใครต่อใครได้ ผมอยากอยู่ในประเทศที่ดี และฉะนั้น ผมก็หวังว่าคุณก็เช่นกัน ขอบคุณครับ (เสียงปรบมือ)

DOWNLOAD SUBTITLES: